Tag Archives: ศ.ระพี สาคริก

จะเล่าให้ฟังเรื่อง EM

8 พ.ย.

ศ.ระพี สาคริก
กาญจนบุรี (7 พฤศจิกายน 2554)

บันทึกโดย สิริยากร พุกกะเวส

ศ.ระพี สาคริก

ศ.ระพี สาคริก

เธอที่รักของฉันบัดนี้ฉันมีอายุเกือบจะ 90 ปีแล้ว เห็นลูกเห็นหลานทะเลาะกันมันก็ไม่สบายใจทั้งนี้เพราะไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ

โบราณเขาสอนว่า อย่าไปดูที่ตัวมันแล้วก็หลงยึดติดอยู่กันคนละมุม ขอให้ดูที่มาที่ไปให้มันลึกที่สุด แล้วเธอจะรวมกันได้

หวนกลับไปนึกถึงช่วงปีพ.ศ. 2487 ขณะนั้นฉันยังเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ต่อมาภายหลังจึงได้รับเลือกให้ เป็นหัวหน้าหอ 5 ในช่วงนั้นนิสิตเกษตรฯ ทุกคนได้ให้ความรักแก่ฉันเป็นอย่างมากไม่ว่าใครจะทะเลาะกันที่ไหนก็มาหาคนนี้

มีเพื่อนรุ่นน้องของฉันคนหนึ่งที่ชื่อ คุณสุวรรณ เผ่าช่างทอง เธอเป็นนิสิตใหม่ แต่เธอก็เข้ามาใกล้ชิดสนิทสนมกับฉัน ต่อ มาภายหลัง นิสิตคนนี้จบออกไปแล้วก็ไปเป็นอาจารย์ใหญ่อยู่ที่โรงเรียนเกษตร ซึ่งมีญี่ปุนอยู่เบื้องหลัง โรงเรียนนี้เน้นการทำเกษตร อินทรีย์ แต่เอาลัทธิโยเรเข้าไปบังหน้า

ถัดมาอีกไม่เกิน 20 ปี โรงเรียนนี้ก็ต้องล่มสลาย เพราะทีแรกคนไทยก็ติดลัทธิโยเรกันงอมแงม

นั่นแหละหลักธรรม ก็ได้ชี้ไว้ว่า อะไรที่ไม่บริสุทธิ์มันก็ย่อมอยู่ไม่ได้นานทั้งนี้เพราะลัทธิโยเรถูกใช้เป็นเครื่องมือมอมเมา คนไทย โดยเฉพาะเด็กเกษตรซึ่งเป็นลูกหลานชาวนา ให้ตกเป็นทาสเสพติดแต่ของชาติที่อยู่เบื้องหลัง

อนึ่ง อีกด้านหนึ่ง ได้มีอาจารย์ญี่ปุ่นคนหนึ่งซึ่งถูกแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าโครงการนี้ ได้เข้ามาหาฉันที่บ้าน แล้วขอให้เป็น ประธานโครงการที่จะสร้างขึ้นมาใหม่ในจังหวัดสระบุรี
บังเอิญช่วงนั้นฉันถูกแต่งตั้งให้เข้าไปเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติ โดยพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ทั้งๆ ที่เราก็ไม่เคยรู้จัก กันมาก่อน แต่นายทหารคนนี้ศรัทธาในตัวฉัน เพราะทำให้ทหารตั้งแต่พลทหารถึงนายพลสามารถคบค้ากันได้ อีกทั้งมืออาชีพ การเกษตร เพราะฉันสอนให้ทหารปลูกต้นไม้ รู้จักระบบตลาด ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ก็คือที่ราบสิบเอ็ดซึ่งเป็นแหล่งขายต้นไม้ใหญ่ ทุกวันนี้

ก่อนที่จะยุบสภาดังกล่าว ฉันได้ถูกพลอากาศเอกอรินทร์ หงสกุล ประธานสภาฯ ขอร้องให้ไปประชุมสหภาพรัฐสภาเอเชีย ที่ประเทศญี่ปุ่น ในที่สุดก็ได้ไปรู้จักกับประธานสภาที่ชื่อ คุณอินามิเน่ บุคคลผู้นี้มีความแคล่วคล่องว่องไวมาก อีกทั้งมีความคิด กว้างขวางและลึกซึ้ง

อย่างไรก็ตาม นิสัยของฉันก็คือ อะไรที่มันผ่านเข้ามาในวิถีชีวิตฉันจะจำได้หมด ต่อมา ฉันก็ถูกเชิญไปประชุมเรื่อง กล้วยไม้ที่เกาะโอกินาว่า ในที่สุด จึงรู้ว่าคุณอินามิเน่ได้ถูกมอบหมายให้ไปเป็นผู้ว่าการของเกาะนี้ นอกจากนั้น ยังรู้ว่า EM มันเกิด ขึ้นจากความคิดตรงนี้ด้วย

อย่างไรก็ตาม ตัวฉันเองเป็นคนมีรากฐานจิตใจอิสระ ไม่ว่าไปที่ไหนก็มักมีคนรักโดยไม่จำกัดชนชั้นวรรณะ ในที่สุดจึงไป รู้จักกับคุณฮิเบะซึ่งเป็นส.ส.ของนครอิโตะ แห่งเมืองชิสุโอกะคุณฮิเบะและเพื่อนๆได้พาฉันไปเที่ยวศูนย์ M.O.A. ซึ่งทำหน้าที่เผย แพร่ศิลปวัฒนธรรมแก่คนท้องถิ่น ปกติญี่ปุ่นจะส่งเสริมการท่องเที่ยวให้คนของเขามีความรู้เรื่องประเทศชาติ แต่กีดกันชาวต่าง ประเทศไม่ให้เข้าไปโดยง่าย ซึ่งเรื่องนี้ฉันรู้ดีเพราะตัวฉันเอง เนื่องจากคนญี่ปุ่นให้ความรักความเคารพ ฉันจึงถามเขาตรงๆ ว่านโย บายการท่องเที่ยวของเขานั้นไม่ต้องการให้ต่างชาติเข้ามาเที่ยวใช่หรือเปล่า เขาตอบว่าใช่ นี่แหละที่เขารักษาประเทศชาติของเขา เอาไว้ได้

ฉันได้ไปเห็นโครงการวิจัยเรื่องแบคทีเรียที่สร้างประโยชน์ให้แก่การเกษตรซึ่งช่วงนั้นเพิ่งเริ่มทำใหม่ๆ คนของเขาได้พาฉัน ไปดูหมดทุกแง่มุม ทั้งนี้เพราะเขาไว้ใจเรา

ความจริงแล้ว แบคทีเรียมันมีอยู่ 2 กลุ่ม กลุ่มแรก คือแบคทีเรียที่ต้องการอากาศ ภาษาอังกฤษเรียกว่า aerobic bacteria ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งได้แก่ nonaerobic bacteria ซึ่งสามารถทำลายซากพืชซากสัตว์ได้ดี ไม่ว่าจะอยู่ลึกแค่ไหน แม้แต่จม น้ำมันก็ทำได้

เอาล่ะ ฉันพูดทิ้งไว้ตรงนี้ก่อน แต่ขออนุญาตข้ามไปพูดถึงอาจารย์มหาวิทยาลัยริวกิวคนหนึ่ง ซึ่งฉันขอสงวนชื่อเอาไว้ อาจารย์คนนี้มาจากมหาวิทยาลัยริวกิวที่เกาะโอกินาว่า และช่วงนั้นเป็นช่วงที่คุณอินามิเน่ถูกแต่งตั้งให้มาดำรงตำแหน่งผู้ว่าการที่ เกาะนี้พอดี อาจารย์คนนี้เดินทางเข้ามาในประเทศไทย เพื่อติดต่อตีสนิทกับคนกล้วยไม้บางคน แต่ก็ไม่ใช่แค่นั้น เธอมีเงินติด กระเป้ามาด้วยมากพอสมควร คนญี่ปุ่นไม่ใช่เป็นคนใจแคบ ดังนั้นจึงเจาะไปทั่ว ในที่สุดก็เข้าไปหากรมพัฒนาที่ดิน และเอาเงิน ก้อนหนึ่งไปมอบให้แก่อธิบดี ซึ่งฉันขอสงวนชื่อ อธิบดีคนนี้เป็นลูกศิษย์ใกล้ชิดของฉันด้วย ฉันจึงรู้ว่าเธอเป็นคนเรียบร้อยมาก แต่อาจเป็นเพราะเธอใจอ่อนจึงรับเงินเขาไว้เพื่อนำเงินไปใช้ในราชการ โดยไม่ผ่านกรมวิเทศสหการในที่สุดเธอก็ต้องถูกสั่งย้าย ทั้งๆ ที่ ตัวเธอเองไม่ได้มีมลทิน แต่ทำผิดระเบียบ เรื่องนี้ขอให้เธอรู้ด้วยว่าฉันไม่ลืมเธอ

พอดีกันกับตัวฉันเองถูกเชิญไปโอกินาว่าแทบทุกปี มีอาจารย์อีกคนหนึ่ง ซึ่งอยู่ในคณะกรรมการตัดสินกล้วยไม้นานาชาติ ฉันได้ถามเขาว่ารู้จักอาจารย์คนที่ไปเมืองไทยบ่อยๆ หรือเปล่า เขาบอกว่ารู้จักครับ แต่คนที่โอกินาว่าเขาไม่คบอาจารย์คนนั้น เข้าใจว่าเป็นเพราะแกเล่นการเมือง จนกระทั่งใครๆ ก็รู้กันหมด

อย่างไรก็ตาม ที่จังหวัดหนึ่งของเกาะโอกินาว่า มีโรงงานผลิต EM อยู่ที่นั่น ตอนที่ฉันไปเห็นเขาเริ่มทำ EM ใหม่ๆ ที่ศูนย์ M.O.A. ที่อะตามิริมทะเล ได้เห็นเขาเอาพวกสารอินทรีย์ต่างๆ มาอัดแล้วปิดข้างๆ เอาไว้ เวลาเราไปดูถึงค่อยๆ แหวกให้เราเห็นว่า มันเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เป็นพวก non-aerobic bacteria ญี่ปุ่นไปเก็บเอามาจากในธรรมชาติ จากบริเวณที่อากาศลงไปไม่ถึง ฉัน ไปครั้งใด ถ้าแวะไปเยี่ยม เขาจะต้อนรับขับสู้อย่างเต็มที่ แม้กระทั่งยกน้ำ EM มาให้ลังใหญ่ๆ เป็นประจำ

แต่เนื่องจากตัวฉันเองเป็นคนมีนิสัยซื่อสัตย์ต่อตนเอง เพราะฉะนั้นฉันจึงไม่ตกหลุม ทั้งๆ ที่เขาพยายามอธิบายว่าน้ำ EM นี่มันศักดิ์สิทธิ์นัก ใช้ดื่มก็ได้ใช้อาบก็ได้ไม่ว่าใส่อะไรมันวิเศษไปทั้งหมด นี่แหละมันทำให้ตัวฉันเองไหวทัน เพราะฉะนั้น การที่ฉัน รับเอาไว้ก็มากองไว้ที่บ้านโดยไม่ได้สนใจอะไรมันอีก แต่ฉันสนใจเรื่องคนมากเป็นพิเศษ เพราะฉะนั้นจึงไม่ยอมปล่อยความจำให้ มันผ่านพ้นไปโดยง่าย

อีกเรื่องหนึ่งที่ฉันสนใจก็คือ ถ้าเป็นของดีจริงทำไมต้องมาหวงเป็นความสับ แม้กระทั่งขึ้นไปดูบนถังหมักเขาก็ไม่ยอมให้ ขึ้น ฉันรู้ว่าเขาต้องการให้ฉันนำมาเผยแพร่ในวงการกล้วยไม้ อยู่มาวันหนึ่ง มีคนญี่ปุนกลุ่มหนึ่งมาขอเชิญให้ฉันไปรับประทานอาหารคํ่า โดยที่พวกเขาจะเป็นเจ้าภาพ

เพราะฉันไม่ไว้ใจ แต่เก็บเอาไว้ในใจตัวเอง หากขอให้ลูกศิษย์คนหนึ่ง ซึ่งเป็นทูตเกษตรอยู่ที่สถานเอกอัครราชทูตไทยใน กรุงโตเกียว ลูกศิษย์คนนี้คือคุณวิเชียร กำจายไพ เขาบินมาจากเกาะโอกินาว่าเพื่อมาร่วมโต๊ะกับฉัน ให้เขามีโอกาสฟังว่าพวกญี่ปุ่น เขาพูดอะไรกันบ้าง

เธอเชื่อไหมว่า สิ่งที่เขาพูดกันวันนั้นมันมาผุดขึ้นในกรุงเทพฯ อย่างละเอียด ทำให้คนกลุ่มที่เข้ามาเผยแพร่ลัทธิโยเร รู้กันหมดว่าเราพูดอะไรกัน

ไม่เพียงเท่านั้น ในช่วงนั้น โรงเรียนเกษตรอินทรีย์ที่อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ มันก็พังไปแล้ว อาจารย์ญี่ปุ่นคนที่ได้รับ มอบหมายให้มาทำโครงการนี้ในเมืองไทยได้มาหาฉันที่บ้าน โดยมีเลขานุการคนหนึ่งซึ่งเป็นคนญี่ปุ่นแต่พูดไทยได้แคล่วคล่อง มา เป็นล่ามให้พวกเขามาขอเชิญให้ฉันเป็นประธานโครงการนี้โดยบอกว่าคุณอินามิเน่ได้เคยมอบให้อาจารย์ญี่ปุ่นคนก่อนมาทำแล้ว ไม่สำเร็จ วันนั้นฉันได้ตอบไปว่า ยินดีร่วมมือทุกอย่างที่มันถูกต้องตามเหตุผล แต่ขอปฏิเสธที่จะรับเป็นประธาน

ถัดมาอีกช่วงหนึ่ง เขาได้พาฉันไปดูสถานที่ซึ่งอยู่ที่ซอยสีฟ้า สถานที่นี้พวกเขาเรียกกันว่าโบสถ์ของโยเร และคุยว่าเขาเอา ลูกหลานเกษตรกรที่ยากจนมาฝึกกอบรมเพื่อช่วยเหลือให้มืออาชีพ

ฉันไปเดินดูแล้วเห็นว่าภายในแต่ละห้อง มีคนประมาณ 40-50 คน นั่งยกมือแบบโยเร ฉันนึกในใจว่า ชีวิตมนุษย์นั้น ถ้าตกน้ำจะจมนั้าตาย ใครเอามีดให้ไปเกาะก็เกาะ

ยังไม่จบเพียงแค่นั้น อยู่มาวันหนึ่ง มีหัวหน้างานของโครงการนี้เดินทางมาจากญี่ปุ่น เขายังไม่ละความพยายาม ได้เชิญ ฉันไปร่วมโต๊ะอาหารคํ่าที่โบสถ์ซึ่งอยู่ในซอยสีฟ้าอีกครั้ง ก่อนจะจบอาหารมื้อนั้น อาจารย์ของเขาได้ประกาศว่าต้องขอขอบคุณ ท่านศาสตราจารย์ระพี สาคริก เพราะท่านได้ให้เกียรติยอมรับเป็นประธานให้พวกเรา ฉันไม่ได้พูดอะไร แต่หลังจากนั้นก็ไม่เคยไป เหยียบที่นั่นอีกเลย คงเก็บความจริงเอาไว้ในใจ

นี่แหละคือนิสัยมนุษย์เช่นเดียวกันกับน้ำท่วมขณะนี้ถ้าน้ำไม่ท่วมเราก็คงไม่เห็นคนดีเกิดขึ้น

ยัง ยังไม่จบแค่นี้ หลังจากโครงการที่อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่มันเลิกล้มไปแล้ว มีคนไทยหลายคนที่เชื่อในเรื่องโยเรอย่างฝังจิตฝังใจ ได้หวนกลับมานึกถึงอีกด้านหนึ่ง ถึงกับพูดว่า โครงการนี้มันเหมือนการขายชาติ ทั้งๆ ที่ครั้งหนึ่งเคยตั้งโยเรขึ้นที่บ้านตัวเอง

อยู่มาวันหนึ่ง ฉันได้รับเชิญจากบุคคลท่านหนึ่งซึ่งเป็นที่เคารพรักของคนหลายคนให้เข้าไปเป็นกรรมการโครงการ ท่านได้ แจ้งให้ฉันทราบว่ามีการจัดตั้งสมาคมศาสตราจารย์เกียรติคุณของประเทศไทย ท่านได้เชิญให้ฉันเป็นกรรมการ นอกจากนั้น ยังมีท่านศาสตราจารย์นายแพทย์ประเวศ วะสี และศาสตราจารย์เสน่ห์จามริก รวมอยู่ด้วย ภาพนี้มีคนถ่ายไว้ถ้าใครอยากดู ให้ไปดูที่สถาบันอาศรมศิลป็ เพราะภาพนี้มีทั้งสองท่านรวมทั้งฉันเป็น 3 คน นั่งอยู่บนคันนาปลูกข้าวในประเทศญี่ปุ่น

หลังจากตัวฉันเองรับเป็นกรรมการแล้ว จึงมาสืบสาวราวเรื่อง ในที่สุดก็รู้ว่าศูนย์ปฏิบัติการเผยแพร่เรื่องนี้ อยู่ที่นครนิวยอร์ก แต่บุคคลที่อยู่ในภาพทั้งหมด เป็นคนญี่ปุ่น

ฉันรู้สึกว่านอกจากตัวเองแล้ว คนที่เข้าไปเป็นกรรมการหลายคนคงไม่ทราบเบื้องหลัง จนกระทั่งกรรมการชุดนี้ถูกเชิญไปญี่ปุ่น จึงรู้ข้อมูลลึกซึ้งยิ่งขึ้น เพราะถูกเชิญไปพบรัฐมนตรีวางแผนคนหนึ่งของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประธานโครงการนี้ แสดงว่าเป็นนโยบายของรัฐบาลที่จะศึกษาจุดอ่อนของคนในเอเชียเขตร้อนโดยใช้อาเซียนเป็นเครื่องมือ นอกจากนั้น ยังพบว่าบริษัทธุรกิจ ใหญ่ๆ ของญี่ปุ่น มีหน่วยงานสำคัญหน่วยหนึ่ง ซึ่งมีชื่อว่า อาเซียนศึกษา อยู่ในนั้น แสดงว่าญี่ปุนพยายามเจาะข้อมูลเพื่อเอาไป วางแผนเกี่ยวกับอุตสาหกรรมที่ส่งคนตอบสนองแก่ประเทศในเขตร้อนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เพราะฉะนั้น ในปัจจุบันที่คนไทยหลายหน่วย เอะอะอะไรก็จะเข้าอาเซียน ฉันขอบอกให้รู้ว่าอาเซียนนั้นมันไม่ได้เกิดจาก รากฐานของเราเอง แต่ไปเอาอย่างยูโรเขามาใช้

เรื่องโครงการอันนี้ยังมีเรื่องราวต่อไปอีก เพราะช่วงที่มีการจัดตั้งขึ้นมาใหม่โดยที่ทางฝางล้มเลิกไปแล้วนั้น เบื้องหลังมี อะไรหลายอย่างที่มันซ่อนอยู่

พอดีฉันรู้จักกับหลวงพ่อนาน ซึ่งเป็นบุคคลที่ริเริ่มเรื่องธนาคารข้าวของเมืองไทย หลวงพ่อนานอยู่ที่จังหวัดสุรินทร์ แต่เป็นกรรมการสถาบันวิจัยและพัฒนาของมหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยมีอาจารย์ม .ร.ว.อคิน รพีพัฒน์ เป็นผู้อำนวยการ ตอนนั้นอาจารย์อคิน จะมาขอให้ฉันรับเป็นประธาน แต่ฉันปฏิเสธและเสนอให้เอาอาจารย์ก่อ สวัสดิพานิชย์ ไปเป็นประธานแทน

ในขณะที่หลวงพ่อนานมีผลงานเรื่องธนาคารข้าวโด่งดังจนเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางโดยเฉพาะในภาคอีสานใน โอกาสที่ท่านมีอายุครบ 60 ปี ฉันและภรรยาไปร่วมงานที่จังหวัดสุรินทร์ด้วย และไม่ใช่ไปร่วมงานเท่านั้นแต่ไปปักกลดอยู่กับชาวบ้านซึ่งพูดไทยไม่ได้ พูดได้แต่ภาษาเขมร

เย็นวันนั้นท่านอาจารย์ประเวศ วะสีได้ไปร่วมงาน และพอรู้ว่าฉันอยู่ที่นั่น ก็เดินเข้าไปหา หลังจากออกมาจากที่นั่นแล้ว ก็มีการอภิปรายกันในวัด ฉันได้ยินเสียงหลวงพ่อบัญญัติแห่งวัดปาธรรมดาที่โคราช ท่านพูดดังมาถึงกลดของฉันว่า “ทำอะไรก็ได้แต่มาโกงที่ดินชาวบ้าน อาตมายอมไม่ได้”

วันรุ่งขึ้น ฉันจึงเดินไปคุยกับหลวงพ่อบัญญัติ ทีแรกท่านก็ไม่ได้เล่าอะไรให้ฉันฟังลึกซึ้งนัก แต่ต่อมาท่านได้เล่าให้ฉันฟัง หมดว่าอะไรเป็นอะไร ฉันจึงรู้ว่าต่างชาติกลุ่มนี้ได้ขึ้นไปอำเภอ และพยายามให้อำเภอบิดเบี้ยวข้อมูลต่างๆ นานา

ถัดจากนั้นมา ฉันจึงได้รู้ว่าโครงการนี้อยู่มาหลายปี จนกระทั่งได้มีการกำหนดให้ชาวบ้านต้องเป็นสมาชิกโยเร มันจึงเกิด เรื่องวุ่นวายขึ้นในนั้น

แต่ฉันก็รู้สึกดีใจที่ว่าคนไทยเอาเรื่องนี้มาเป็นตัวของตัวเองได้สำเร็จ โดยตัดออกจากโครงการของญี่ปุนกลุ่มนั้น สรุปแล้ว ญี่ปุนกลุ่มนั้นก็ทำการโดยใช้ลัทธิโยเรไม่เป็นผล

ถัดจากนั้นมาได้ไม่นาน ก็มีญี่ปุ่นอีกกลุ่มหนึ่ง ได้มาเริ่มต้นโครงการนี้ขึ้นอีกจุดหนึ่ง และมาขัดแย้งกันเอง เพราะคนกลุ่มนี้ ได้ไปอบรมคนไทย โดยใช้วัดญาณสังวร ที่จังหวัดชลบุรี คนในกลุ่มเดิมก็ไปเลียบๆ เคียงๆ อยู่แถวนั้นด้วย แสดงว่าทั้งสองฝ่ายเข้ากันได้ยากทั้งๆ ที่จะทำเรื่องเดียวกันแต่ไม่ยอมร่วมมือแล้วทำไปพร้อมๆ กันอย่างไรก็ตาม เนื่องจากตัวฉันเองคิดได้สองด้าน ทำให้นึกถึงสงครามโลกครั้งก่อนๆ แม้กระทั่งวางแผนให้คนชาติเดียวกันต้องมารบกันเอง ก็เพราะต้องการเรื่องที่มันใหญ่กว่า ดังนั้น การที่มาขัดแย้งกันเองในประเทศไทยนั้น ฉันมองสองด้าน จึงไม่ใช่ไว้ใจเต็มที่

เห็นแล้วว่าที่มาที่ไปของ EM ที่เห่อกันอยู่มันไม่ซื่อตรงนัก จุดริเริ่มมันไม่ได้อยู่ที่เรา และการที่เขานำเข้ามาเมืองไทยมันก็เพื่อประโยชน์ของคนของเขามากกว่าของเรา ไม่ว่าเราจะทำอะไรเขารู้หมด จะเรียกได้ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของการเมืองระหว่างประเทศก็ว่าได้ (ดังนั้น เราควรที่จะใช้ intuition ของเราเอง เช่น ที่คุณเดชา คิริภัทร ของมูลนิธิข้าวขวัญ ตระหนักรู้ขนมาเองว่าต้อง ไปเก็บจุลินทรีย์ท้องถิ่นที่อยู่ในป่า เอามาขยายและเพาะเลี้ยง คุณเดชาเล่าว่า EM นั้นเขาจะคัดเอาแต่จุลินทรีย์ตัวเก่งๆมาใช้ ใน ขณะที่การทำจุลินทรีย์แบบที่คุณเดชาคิดนี้มีความหลากหลาย คือ มีจุลินทรีย์ทั้งตัวที่เก่งและไม่เก่ง แต่ทำงานร่วมกันเป็นทีมแล้ว มีประสิทธิภาพมากกว่า เหมือนกับในสังคม เราจะมีแต่คนเก่งไม่ได้หรือลองนึกง่ายๆ ถึงองค์กรที่มีแต่ผู้บริหาร ไม่มีพนักงานระดับ ล่าง เดี๋ยวก็ทะเลาะกันตาย เพราะไม่ทำงานประสานกัน – ผู้เขียน) ดังนั้น หากเรามีใจที่เป็นอิสระ ย่อมไม่หลงเห่อตามเขาไป หาก แต่หันมาสนใจจุลินทรีย์ในพื้นที่ของเราเอง เพราะจุลินทรีย์ท้องถิ่นพวก non-aerobic bacteria ที่ไม่ต้องใช้อากาศในการเติบโตนี้ มันมีอยู่ทั่วไปในธรรมชาติ ยิ่งในเขตร้อนยิ่งมีมากกว่าด้วยซ้ำไป เพราะเขตร้อนเหมาะสมกับการเกิดของชีวิต คนที่คิดเรื่องนี้ได้ ย่อม มีธรรมะอยู่ในใจ เพราะว่ามันเป็นความจริงในธรรมชาติ

อะไรที่เราคิดเองเป็น และใช้มันเองได้ นั่นแหละเป็นของดี แต่ถ้าเป็นของที่ที่อื่นเริ่มต้นขึ้นมาก่อน จริงอยู่มันอาจจะเป็น ของดี แต่มันเป็นของดีสำหรับเขา นี่เป็นสัจธรรม เพราะของดีนั้น ที่อื่นเขาได้ประโยชน์มากกว่าเรา
ฉันอยากให้คนไทยรู้จักจิตใต้สำนึกเป็นของตนเอง คิดเองเป็น นี่เป็นสิ่งสำคัญที่สุด ขอให้เป็นคนเจ็บแล้วรู้จักจำ และนำความเจ็บไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน เพื่อหวังให้ทุกสิ่งทุกอย่างมันดีขึ้น (แต่ที่น่าเป็นห่วงคือไม่รู้ว่าตัวเองกำลังเจ็บ ก็เลยจำอะไรไม่ได้นี่สิยิ่งน่ากลัวใหญ่—ผู้เขียน 🙂

อ่านต้นฉบับได้ที่นี่ : จะเล่าให้ฟังเรื่อง EM

Advertisements